ทุกช่วงปลายปี คำถามที่วนกลับมาตลอดคือ “ปีนี้ควรซื้อ SSF หรือ RMF ไหม” หลายคนลังเลเพราะเศรษฐกิจผันผวน ดอกเบี้ยสูง ตลาดหุ้นเหวี่ยง และความกังวลว่าจะซื้อแล้วถือยาวแล้วไม่คุ้ม ไม่เหมือนสมัยที่ผลตอบแทนดูสดใสกว่า
แต่ในความจริง SSF และ RMF ไม่เคยเป็นแค่เครื่องมือประหยัดภาษีเท่านั้น มันเป็น “กรอบวินัยการลงทุน” ที่ช่วยให้คนมีเงินเก็บระยะยาวแบบไม่ต้องคิดเยอะด้วยซ้ำ
ปีนี้ยังน่าลงทุนไหม คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “เป้าหมาย” และ “ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้” ด้วย

ภาพเศรษฐกิจปีนี้กับผลต่อ SSF และ RMF
ก่อนตัดสินใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนของกองทุนทั้งสองแบบนี้
1 ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง
ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง แม้มีสัญญาณผ่อนคลายบ้าง แต่ไม่ได้ลดเร็วจนตลาดคาดหวัง การที่ดอกเบี้ยสูงมีผลคือ
- กองทุนตราสารหนี้เริ่มดูน่าสนใจขึ้น
- หุ้นบางกลุ่มโตช้าลงเพราะต้นทุนเงินแพง
- กองทุน Global Equity อาจแกว่งตัวมากกว่าปีก่อน
แต่ข่าวดีคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วง “ค่อยๆ ลด” ตลาดมักมีแรงฟื้นตัวดีมากในหลายสินทรัพย์ นี่คือโอกาสของผู้ที่ถือยาว
2 เงินทุนไหลเข้าเอเชียมากขึ้น
นักลงทุนต่างประเทศกำลังมองเอเชียเป็นแหล่งเติบโตใหม่ ตลาดเกิดใหม่มีโอกาสฟื้นตัวดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผลิตชิ้นส่วน อาหาร และพลังงาน
ใครถือ SSF หรือ RMF สาย Global / Asia / Emerging Market จะเห็นประโยชน์จากเทรนด์นี้ค่ะ
3 ความผันผวนยังสูง แต่โอกาสก็สูงตาม
ตลาดโลกปีนี้ไม่ได้สงบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว เพราะจังหวะที่ผันผวนคือช่วงที่นักลงทุนสายยาวเก็บของได้ดี
SSF ยังน่าลงทุนไหม
หลายคนชอบ SSF เพราะเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่า RMF มาก ถือ 10 ปีเต็ม และซื้อได้ไม่ต้องผูกกับรายได้ปีหน้า เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการ
- ประหยัดภาษีปีนี้
- มีเป้าหมายระยะกลางถึงยาว
- อยากเลือกธีมลงทุนได้หลากหลาย
ทำไม SSF ยังน่าสนใจ
- เลือกสินทรัพย์ได้อิสระมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นโลก ตราสารหนี้ ทองคำ หรือธีมเฉพาะทาง เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด สุขภาพ - ถือ 10 ปี ไม่มีแรงกดดันปีต่อไป
ลงทุนปีนี้ ไม่ต้องซื้ออีกปีหน้า ต่างจาก RMF ที่ต้องมีวินัยสม่ำเสมอ - เหมาะกับปีที่ตลาดเหวี่ยง
เพราะยิ่งตลาดลง ยิ่งเป็นจังหวะเก็บของดีในราคาถูกสำหรับคนถือยาว - เทรนด์โลกบางธีมกำลังเติบโตแรง
เช่น semiconductor AI healthtech logistics ซึ่งหลาย SSF ลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ได้โดยตรง
กลุ่ม SSF ที่น่าสนใจในปีนี้
(เป็นแนวคิดทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจง)
- SSF หุ้นโลก เน้นประเทศพัฒนาแล้ว
- SSF หุ้นจีนหรืออินเดีย สำหรับคนรับความเสี่ยงได้มาก
- SSF ตราสารหนี้ สำหรับคนเน้นความเสี่ยงต่ำ
- SSF Multi-Asset กระจายหลายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวน
โดยรวมแล้ว SSF ยังเหมาะกับคนทุกกลุ่ม แต่ต้องเลือกกองให้ตรงความเสี่ยงของตัวเองค่ะ

RMF ยังน่าลงทุนไหม
RMF คือกองทุนที่ใช้เป็น “แผนเก็บเงินเกษียณ” อย่างเต็มตัว ถือยาวถึงอายุ 55 และต้องซื้อสม่ำเสมอตามกฎ
แม้หลายคนรู้สึกว่าเป็นภาระ แต่จริงๆ แล้ว RMF คือวินัยที่ทำให้คนจำนวนมากเก็บเงินก้อนแรกในชีวิตได้สำเร็จค่ะ
ทำไม RMF ยังเป็นทางเลือกที่ดี
- ช่วยสร้างเงินก้อนระยะยาวโดยไม่ต้องคิดเยอะ ตั้งระบบตัดเงินอัตโนมัติ แล้วปล่อยให้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นทำงาน
- ได้รับประโยชน์จากการถือยาวจริงๆ ตลาดหุ้นเมื่อถือ 10 ถึง 20 ปี โอกาสบวกมีมากกว่าขาดทุนแบบชัดเจน
- ปลอดภาษีเงินกำไรเมื่อครบเงื่อนไข ผลตอบแทนที่ได้ถือว่าได้เต็ม ไม่โดนภาษีดึงออก
- เหมาะกับปีที่มีความผันผวน การทยอยซื้อทุกปีจะเฉลี่ยต้นทุน ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าซื้อแพงหรือต่ำเกินไป
RMF เหมาะกับใคร
- คนที่อยากเก็บเงินเกษียณแบบไม่ต้องคิดมาก
- คนที่มีรายได้มั่นคงและซื้อ RMF ทุกปี
- คนที่ต้องการสิทธิประโยชน์ภาษีอย่างต่อเนื่อง
- คนที่ไม่อยากกังวลจังหวะตลาด
RMF ยังคงมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะในวันที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การเตรียมตัวล่วงหน้าคือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเองค่ะ
SSF กับ RMF ต่างกันยังไง และปีนี้ควรเน้นอันไหน
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองสรุปแบบเข้าใจง่าย
| ประเด็น | SSF | RMF |
| จุดประสงค์ | ลงทุนระยะกลางถึงยาว ประหยัดภาษี | เก็บเงินยาวๆ เพื่อเกษียณ |
| ระยะเวลา | ถือ 10 ปี | ถือถึงอายุ 55 |
| ความยืดหยุ่น | สูง เลือกซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ | ต้องซื้อสม่ำเสมอตามเกณฑ์ |
| สินทรัพย์ | หลากหลายมาก | หลากหลายเช่นกัน |
| เหมาะกับใคร | คนอยากใช้สิทธิปีนี้แบบยืดหยุ่น | คนวางแผนเกษียณจริงจัง |
ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งในปีนี้
- เลือก SSF หากต้องการความยืดหยุ่น และมองหาจังหวะลงทุนในธีมที่กำลังโต
- เลือก RMF หากต้องการสร้างวินัยและเงินก้อนหลังเกษียณแบบจริงจัง
แต่ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองแบบผสมกันค่ะ
ปีนี้ควรปรับกลยุทธ์การเลือก SSF และ RMF อย่างไร
แม้ทั้งสองกองทุนยังน่าสนใจ แต่การเลือกในปีนี้ควรละเอียดขึ้นกว่าเดิม เพราะตลาดโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เช่น ดอกเบี้ยสูง สงครามเทคโนโลยี ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่จุดสูง ฯลฯ ต่อไปนี้คือแนวคิดที่ช่วยเลือกได้มั่นใจกว่าเดิม
1 เน้นกระจายหลายสินทรัพย์
ไม่จำเป็นต้องเทเงินทั้งหมดไปที่หุ้นโลกหรือหุ้นไทยอย่างเดียว การกระจายช่วยให้ผลตอบแทนเสถียรขึ้น
2 มองกองทุนที่มีนโยบายชัดและบริหารโปร่งใส
ดูผลงานย้อนหลังได้ แต่ไม่ยึดติดกับตัวเลขมากเกินไป เน้นความสม่ำเสมอ
3 เลือกธีมที่มีอนาคตจริง
เช่น AI clean energy healthcare logistics emerging markets
4 ใช้วิธีทยอยซื้อแทนการจ่ายทีเดียว
ลดความเสี่ยงจากการซื้อแพง ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยค่อยๆ ดีขึ้นเอง
5 ตรวจสอบสิทธิภาษีของตัวเองก่อนซื้อ
เพื่อรู้เพดานที่ควรซื้อ และไม่ซื้อเกินความจำเป็น
คำถามที่ว่า “SSF หรือ RMF ยังน่าลงทุนไหมในปีนี้” คำตอบคือ ยังน่าสนใจมาก แต่ต้องเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเอง
ทั้งสองกองทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะตลาดในระยะสั้น แต่ถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้คนไทยมีเงินเก็บ มีวินัย และจัดการอนาคตทางการเงินได้อย่างมั่นคง
ปีนี้แม้เศรษฐกิจผันผวน ดอกเบี้ยสูง ค่าเงินเหวี่ยง แต่นั่นยิ่งทำให้ สินทรัพย์ลงทุนระยะยาวมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะความไม่แน่นอนคือสิ่งเดียวที่แน่นอน
ถ้าคุณมีเป้าหมายชัด เข้าใจความเสี่ยง และเลือกกองทุนอย่างเหมาะสม SSF และ RMF ก็ยังเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่าและควรมีในพอร์ตอย่างยิ่งค่ะ
