รับมือยุคดอกเบี้ยขาขึ้น กระทบเงินฝากและสินเชื่อบ้านอย่างไร?

เมื่อธนาคารกลางประกาศขึ้น “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ นโยบายนี้จะส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงมายังธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วย สถานการณ์ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เช่นนี้ เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของพวกเรา ทั้งในฝั่งของคนที่มี “เงินฝาก” และคนที่มี “หนี้สิน” โดยเฉพาะสินเชื่อระยะยาวอย่างสินเชื่อบ้าน

ผลกระทบต่อ “เงินฝาก” (ยุคทองของคนรักการออม)

ในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น กลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกมากที่สุดคือ ผู้ที่มีเงินออม เพราะธนาคารพาณิชย์จะแข่งขันกันระดมทุนโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อดึงดูดลูกค้า

อัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

บัญชีเงินฝากประจำ เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ หรือแม้กระทั่งพันธบัตรรัฐบาล จะมีการปรับอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับดอกเบี้ยรับ (Passive Income) เป็นกอบเป็นกำมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงดอกเบี้ยต่ำ ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ต้องการพักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

กลยุทธ์การปรับตัวสำหรับนักออม

ในยุคที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ หลีกเลี่ยงการล็อคเงินฝากระยะยาวเกินไป (เช่น ฝากประจำ 36 เดือน) เพราะคุณอาจเสียโอกาสหากเดือนหน้าธนาคารประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก แนะนำให้แบ่งเงินฝากเป็นระยะสั้นถึงระยะกลาง (เช่น 3-6 เดือน) เพื่อให้ครบกำหนดพอดีกับช่วงที่ดอกเบี้ยขยับขึ้นรอบใหม่ หรือเลือกฝากในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูงและมีความยืดหยุ่นกว่า

ผลกระทบต่อ “สินเชื่อบ้าน” (ภาระหนักที่ต้องวางแผน)

ในทางกลับกัน ผู้ที่กำลังผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด จะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) เช่น MRR (Minimum Retail Rate) หรือ MLR (Minimum Lending Rate)

จ่ายค่างวดเท่าเดิม แต่ “ตัดเงินต้น” น้อยลง

เมื่อธนาคารประกาศขึ้นดอกเบี้ย MRR หรือ MLR ภาระดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะสูงขึ้น สมมติว่าคุณผ่อนบ้านเดือนละ 15,000 บาท ในอดีตอาจเป็นดอกเบี้ย 7,000 บาทและตัดเงินต้น 8,000 บาท แต่ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น เงิน 15,000 บาทเท่าเดิม อาจกลายเป็นดอกเบี้ย 10,000 บาท และเหลือตัดเงินต้นเพียง 5,000 บาท ทำให้คุณเป็นหนี้และต้องผ่อนบ้านยาวนานขึ้นกว่าเดิม

เสี่ยงต่อการถูกปรับเพิ่มค่างวด (Installment Shock)

หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นมากจนค่างวดเดิมที่คุณจ่ายอยู่ ไม่เพียงพอที่จะตัดชำระดอกเบี้ยในเดือนนั้นๆ ธนาคารจะมีจดหมายแจ้งขอ “ปรับเพิ่มยอดผ่อนชำระขั้นต่ำรายเดือน” ซึ่งจะกระทบต่อสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณทันที

3 ทางรอด จัดการหนี้บ้านในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

สำหรับผู้ที่มีหนี้บ้าน การนั่งดูดอกเบี้ยกัดกินเงินต้นไม่ใช่ทางออกที่ดี นี่คือ 3 วิธีที่คนมีบ้านต้องรีบทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ครับ

1. ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม (Retention)

หากคุณผ่อนบ้านมาครบ 3 ปี (หรือตามเงื่อนไขสัญญา) คุณสามารถเดินเข้าไปเจรจากับธนาคารเดิมเพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ วิธีนี้ข้อดีคือ ฟรีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องประเมินราคาบ้านใหม่ และเอกสารไม่ยุ่งยาก

2. ย้ายไฟแนนซ์ไปยังธนาคารใหม่ (Refinance)

หากธนาคารเดิมให้ดอกเบี้ยใหม่ที่ไม่จูงใจพอ การเลือก “รีไฟแนนซ์” ไปยังธนาคารอื่นที่จัดโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ (มักจะให้ดอกเบี้ยคงที่หรือ Fix Rate ใน 1-3 ปีแรก) คือทางเลือกที่คุ้มค่า แม้จะมีค่าใช้จ่ายจดจำนองหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่เมื่อคำนวณส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลงในระยะเวลา 3 ปี มักจะพบว่าคุ้มค่ากว่ามาก

3. โปะค่างวดเพิ่มเพื่อลดต้นลดดอก (Overpayment)

เนื่องจากสินเชื่อบ้านเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบ “ลดต้นลดดอก” (Effective Rate) การจ่ายโปะเพิ่มจากค่างวดปกติ (แม้จะแค่เดือนละ 1,000 – 2,000 บาท) เงินส่วนเพิ่มนี้จะพุ่งตรงไปตัด “เงินต้น” แบบ 100% เมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยในเดือนถัดไปก็จะลดลงตาม ช่วยให้คุณผ่อนบ้านหมดไวขึ้นและประหยัดดอกเบี้ยหลักแสนบาทได้ในระยะยาว